Countable and uncountable nouns

ก่อนที่เราจะเรียนรู้ว่า Countable nouns และ Uncountable nouns คืออะไร เรามาทำความเข้าใจกันก่อนค่ะว่า Nouns หรือคำนามเนี่ย จริงๆ แล้วมันคืออะไรกันแน่

เราเคยท่องกันมาตั้งแต่เด็กๆ ว่า คำนามก็คือ “คำที่ใช้เรียกคน สัตว์ สิ่งของ” แต่ถ้ามีใครยังงงอยู่ ครูนุ้ยขออธิบายเพิ่มเติมอีกนิดว่า คำนามก็คือ คำหรือชื่อที่เอาไว้เรียกสิ่งต่างๆ รอบตัวเรา ทั้งที่มองเห็นได้ มองเห็นไม่ได้ จับต้องได้ และจับต้องไม่ได้ เราจะได้เรียกถูกแยกแยะได้ว่าอะไรเป็นอะไรยังไงล่ะคะ

คำนามในภาษาอังกฤษจะแตกต่างจากภาษาไทยอยู่ที่เค้าจะให้ความสำคัญกับพจน์หรือจำนวน จึงต้องมีการแบ่งแยกลักษณะการเรียกออกมาเป็นนามนับได้ (countable nouns) กับนามนับไม่ได้ (uncountable nouns)

Countable nouns (นามนับได้)

เอาไว้เรียกสิ่งที่สามารถระบุจำนวนได้ ผันรูปได้ เพราะมีทั้งรูปเอกพจน์ (Single form)  หมายถึง มีหน่วยเดียว ต้องมาคู่กับ a , an ,the หรือ one และพหูพจน์ (Plural form) หมายถึง มีจำนวนมากกว่า 1 หน่วย จะต้องเติม s ,es หรือผันรูปไปใช้คำพหูพจน์ของคำนั้นๆ

**NOTE** คำนามนับได้นี้จะอยู่โดดเดี่ยวแบบไม่มีลักษณะหรือคำที่แสดงจำนวนไม่ได้นะจ๊ะ

pexels-photo

Example

Single form                                                   Plural form

a dog / one dog                                              two dogs

a table / one table                                        two tables

a watch / one watch                                    two watches

a glass / one glass                                        two glasses

an umbrella / one umbrealla                    two umbrellas

a car / one car                                                two cars

a man / one man                                          two men

a child / one child                                        two children

a box / one box                                              two boxes

an hour / one hour                                       two hours

Uncountable nouns (นามนับไม่ได้)

เอาไว้เรียกสิ่งที่ไม่สามารถระบุจำนวนได้ เพราะมีหน่วยเล็กมากๆๆๆ หรือมีรูปร่างไม่แน่นอนเปลี่ยนแปลงได้ตลอด คำนามกลุ่มนี้ก็จะไม่ต้องเปลี่ยนหน้าเปลี่ยนตา แล้วถ้าต้องนับก็จะไปนับเอาภาชนะหรือนับรวมเป็นหน่วยใหญ่ๆ แทนค่ะ ไม่ได้นับที่สิ่งๆ นั้นโดยตรง นอกจากนั้นยังเอาไว้เรียกสิ่งที่เป็นนามธรรม หรือสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่น ความคิด ไอเดีย อารมณ์ความรู้สึก อาการ เป็นต้นค่ะ

house-money-capitalism-fortune-12619

 Example

water                                tea                            sugar                            milk                          rice

music                                art                            science                        social                         love

power                               happiness              air                                education                  safety

money                              food                         furniture                    beauty                       anger

ลองมองดูรอบๆ ตัวแล้วสังเกตดูนะคะว่า มีอะไรที่จัดอยู่ในกลุ่ม countable nouns หรือ uncountable nouns บ้าง

5 ทางลัดสู่ความสำเร็จในการเรียนภาษาต่างประเทศ

bigstock-maze-shortcut-41279914-583x388

เดี๋ยวนี้ใครที่พูดได้มากกว่า 1 ภาษาถือว่าได้เปรียบมากกกกกกกกก เพราะโลกของเราแคบลงทุกวัน ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของโลกก็สามารถติดต่อสื่อสารได้ทั่วถึงกันหมด ภาษาคือกุญแจดอกสำคัญที่นำเราไปสู่ความรู้ ความสนุก มิตรภาพ ประสบการณ์ใหม่ และความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน

แต่ว่า!!!! ต้องทำยังไงล่ะ ถึงจะเรียนภาษาให้ประสบความสำเร็จ พูดได้ สื่อสารได้คล่องชัดเป๊ะเวอร์ วันนี้ครูนุ้ยมี 10 ทางลัดที่สามารถนำไปปรับใช้กับการเรียนภาษาได้ทุกภาษาบนโลกใบนี้เลยค่ะ

     1.ตั้งเป้าหมาย

การเริ่มต้นเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ในช่วงแรกเป็นช่วงสำคัญที่สุด เพราะเราต้องต่อสู้กับธรรมชาติเดิมๆ ในตัว เหมือนเดินขึ้นทางลาดชันสูงๆ นั่นแหละค่ะ เรียกได้ว่าแรงฮึดและความตั้งใจเป็นสิ่งสำคัญมาก แต่ก่อนจะไปพูดถึงเรื่องนั้น เราต้องย้อนกลับมาตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าเราต้องการพัฒนาทักษะนี้ไปเพื่ออะไร เพราะถ้าเป้าหมายในการเรียนรู้ของเราไม่ชัด พอเจอแรงต้านหรือความท้าทาย ไม่นานก็อาจจะท้อถอยแล้วก็ยอมแพ้ไปในที่สุด ยกตัวอย่างง่ายๆ เวลาเราหิวจัดๆ เราจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้รับประทานอาหารอย่างที่ตั้งใจไว้ใช่มั้ยคะ คงไม่มีใครยอมแพ้แล้วปล่อยให้ตัวเองหิวอยู่แบบนั้นหรอกเนอะ ดังนั้นการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนจะทำให้เรารู้ว่าเรากำลังทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร แล้วความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน

    2. กล้าที่จะไม่เก่ง

คนเราไม่ใครเกิดมาแล้วเก่งเลยแน่นอน ต่อให้มีพรสวรรค์แต่ยังไงก็ต้องควบคู่ไปกับพรแสวงถึงจะประสบความสำเร็จได้ หลายคนไม่กล้าที่จะยอมให้ตัวเองไม่เก่งหรือผิดพลาด เพราะกลัวใครๆ จะมองไม่ดี แต่จริงๆ แล้วการยอมให้ตัวเองไม่เก่งบ้างกลับเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาขึ้นไปอีกขั้น เพราะการยอมรับความจริงจะทำให้เรามองเห็นว่าแท้จริงแล้ว เรากำลังอยู่ในระดับไหน และมีสิ่งใดที่ต้องพัฒนาต่อยอดไปบ้าง ยอมให้ตัวเองผิดพลาดบ้างเพื่อเรียนรู้สิ่งที่ถูกต้อง สะสมความสำเร็จเล็กๆ ทุกวัน วันหนึ่งก็จะกลายเป็นความเชี่ยวชาญที่สร้างความมั่นใจให้กับตัวเราเองได้

   3. อย่าตั้งใจมาก

การเรียนไม่ใช่เรื่องเคร่งขรึมเคร่งเครียดเสมอไป โดยเฉพาะการเรียนรู้ทางภาษา เพราะยิ่งเราไปเครียดกับมันเท่าไหร่ สมองเราก็จะทำงานหนักขึ้น แล้วก็คิดเยอะขึ้น ทีนี้ล่ะจบกัน! เพราะแทนที่จะสื่อสารได้อย่างลื่นไหลตรงตามเนื้อหาที่อยากจะสื่อ กลับไปมัวแต่ให้ความสำคัญกับหลักการและกฏเกณฑ์ต่างๆ แบบนี้เรียกว่าโฟกัสผิดจุดค่ะ ไม่ใช่ว่าหลักต่างๆ ไม่สำคัญนะคะ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือสิ่งที่เรากำลังจะสื่อ ไม่ว่าจะเป็นการพูดหรือการเขียน ดังนั้นควรเติมความสนุกลงไปในการเรียนรู้ทุกครั้ง มองให้เป็นเหมือนเกมที่ทำคะแนนเก็บแต้มไปเรื่อยๆ สนุกที่จะผ่านด่านต่างๆ จะช่วยลดความกดดันและความรู้สึกต่อต้านในใจได้ผลเป็นอย่างดีเลยล่ะค่ะ

4. สวมวิญญาณเจ้าของภาษา

อยากเก่งภาษาไหน เราต้องใช้ชีวิตประหนึ่งเป็นคนชาตินั้นค่ะ เริ่มต้นจากการฝึกคิดเป็นภาษานั้นๆ โดยไม่ผ่านการแปลไทย (หรือภาษาแม่) ลองสังเกตดูค่ะว่า เวลาเราพูดภาษาไทยเราคิดเป็นภาษาอะไร แน่นอนค่ะว่าก็ต้องเป็นภาษาไทย! เช่นเดียวกันกับภาษาอื่นๆ ค่ะ เพราะการแปลสลับไปมาจะทำให้สมองของเราทำงานซับซ้อนยิ่งขึ้น ยิ่งคิดยิ่งงง พูดภาษาไหนคิดเป็นภาษานั้นเลยง่ายกว่า แต่ทักษะนี้เป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝน เริ่มจากการสิ่อสาร หรือแต่งประโยคง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน ฟังคลิปเสียงอะไรก็ได้ให้สมองคุ้นชินกับภาษานั้นๆ สร้างบรรยากาศและชีวิตประจำวันให้ล้อมรอบไปด้วยสิ่งแวดล้อมที่เสริมการเรียนรู้ ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ เราจะเริ่มคุ้นชินมากขึ้น และในที่สุดก็จะสามารถใช้ภาษานั้นได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้นค่ะ

5. เรียนรู้จากสิ่งที่สนใจ

การเรียนภาษาไม่จำเป็นต้องมานั่งจดจ่อกับหนังสือแกรมม่าเสมอไป เพราะการเริ่มต้นเรียนรู้จากสิ่งที่เราให้ความสนใจจำช่วยให้เราจดจำและพัฒนาต่อยอดไปได้รวดเร็วกว่า ความยากง่ายของคำศัพท์จริงๆ แล้วเป็นสิ่งที่มนุษย์กำหนดกฏเกณฑ์ขึ้นมาเอง เป็น “ข้อคิดเห็น” ไม่ใช่ “ข้อเท็จจริง” คำศัพท์บางคำอาจง่ายสำหรับเราแต่ไปยากสำหรับคนอื่นก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าใครมีความคุ้นเคยกับเนื้อหาแบบไหนมากกว่า ดังนั้นการเรียนรู้โดยผ่านความสนใจส่วนตัวจะทำให้การเรียนไม่น่าเบื่อ ต่อให้เจอคำศัพท์หรือรูปประโยคที่ไม่เข้าใจ เราก็จะรู้สึกอยากค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อให้ได้เข้าใจเนื้อความเหล่านั้นได้กระจ่างมากขึ้น ฝึกไปเรื่อยๆ ความเชี่ยวชาญก็จะเกิดขึ้นค่ะ

เป็นยังไงบ้างคะ 5 ทางลัดที่จะช่วยให้ทุกคนเรียนภาษาต่างประเทศให้เกิดผลสำเร็จได้ เทคนิคนี้ยังสามารถนำเอาไปปรับใช้กับการเรียนรู้ด้านอื่นๆ ได้ด้วยนะคะ